เอกสารประกอบการบรรยาย

หัวข้อเรื่อง “วิธีการทำโพลล์ (Polling)”

โดย ดร. นพดล กรรณิกา

ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

 

ประเด็นสำคัญในเอกสารประกอบด้วย : หน้า

    1. บทนำ
    2. ระเบียบวิธีที่สำคัญในการทำโพลล์
    3. เอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
    4. ประเด็นคำถามสำคัญที่มักถูกถามจากสังคม

 

บทนำ

เวลาที่มีผลสำรวจการทำโพลล์ออกมาสู่สาธารณชน ก็มักจะมีคำถามที่ถูกถามบ่อยๆ ตามมาอย่างน้อย 5 คำถามดังนี้ 1) ผลสำรวจโพลล์มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงไร 2) ขนาดตัวอย่างที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไหร่ เพราะเห็นว่ามีการทำโพลล์กันเพียงแค่พันกว่าคน 3) มีวิธีการสุ่มตัวอย่างกันอย่างไร 4) ทำไมทำโพลล์กันบ่อยมาก 5) จะทราบได้อย่างไรว่าโพลล์นั้นๆ มีความเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง

ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าการทำโพลล์ในประเทศไทยมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เกือบจะไม่แตกต่างไปจากประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศสำคัญๆ ในยุโรป

ในประเทศสหรัฐอเมริกา การทำโพลล์เกือบจะถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของชาวอเมริกันในทุกจังหวะของชีวิต เพราะตื่นเช้าขึ้นมาก็จะได้ยินได้ฟังหัวข้อข่าวที่ระบุว่าคนส่วนใหญ่ร้อยละเท่านั้นเท่านี้เห็นด้วยกับการตัดสินใจของประธานาธิบดี ในหน้าข่าวกีฬาก็รายงานว่าทีมนั้นทีมนี้ประชาชนโหวตให้ว่าเล่นได้ดีที่สุดและรองๆ ลงไป ในขณะที่กำลังเดินทางไปทำงานผ่านหน้าร้านหนังสือ ก็เห็นปกนิตยสารบางเล่มระบุดารายอดฮิตของชาวอเมริกัน ในขณะทานข้าวเที่ยงกับเพื่อนร่วมงานก็อาจคุยกันถึงการโหวตให้กับทีมเบสบอลในแต่ละปี หรือว่าในขณะเดินทางกลับจากที่ทำงาน ก็ได้ยินการโหวตเพลงยอดนิยมผ่านทางคลื่นวิทยุ หรือไม่ก็หัวข้อข่าวของสถานีวิทยุต่างๆ ระบุถึงอัตราการว่างงานที่ลดลงร้อยละเท่านั้นร้อยละเท่านี้ อันเป็นผลมาจากมาตรการของรัฐบาล

พอกลับมาถึงบ้านเปิดตู้จดหมายก็พบว่ามีแบบสอบถามที่ส่งมาให้ช่วยตอบเกี่ยวกับพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้เวลาจะตัดสินใจไปทานอาหารนอกบ้านก็ไปดูว่าในนิตยสารรายเดือนที่รายงานผลสำรวจร้านอาหารยอดเยี่ยมและร้านอาหารยอดแย่เพื่อเอามาประกอบการตัดสินใจว่าจะไปทานอาหารที่ไหนดี หรือในขณะที่กำลังดูโทรทัศน์อยู่อาจมีการรายงานผลสำรวจภาพยนต์ยอดเยี่ยม ดาราชายดาราหญิงยอดนิยม หรือแม้กระทั่งขณะกำลังพักผ่อนอย่างสบายอยู่นั้นอาจมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่บ้านแล้วมีคนขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับยี่ห้อรถยนต์ที่ชื่นชอบก็เป็นได้

เหล่านี้เป็นบางตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในการทำโพลล์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งบางโครงการก็มี คุณภาพสูง กล่าวคือสามารถให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มีความเที่ยงตรง เป็นตัวแทนของประชาชนชาวอเมริกันทั้งประเทศได้แม้ว่าประเทศอเมริกาจะมีประชากรสองสามร้อยล้านคน โดยอาศัยระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามผลโพลล์บางสำนักแม้ในสหรัฐอเมริกาเองก็อาจทำโดยไม่ถูกต้องตามหลักวิชา ผลที่ตามมาก็คือข้อมูลที่ได้จากผลสำรวจจะมีคุณภาพต่ำมาก

ที่กล่าวเช่นนี้เพราะการทำโพลล์บางสำนักในสหรัฐอเมริกาใช้วิธีให้ประชาชนโหวตเข้ามาทางโทรศัพท์ หรือทาง email โดยไม่มีการสุ่มตัวอย่าง ผลที่ตามมาก็คือเป็นความเห็นเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ถ้าจะบอกว่าเป็นความเห็นของประชาชนทั้งประเทศก็เป็นเพียงแค่ “การเดา” (guesstimate) เท่านั้นซึ่งมีคุณค่าทางวิชาการน้อยมาก

การบรรยายครั้งนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาอย่างน้อย 3 กลุ่มด้วยกัน คือ

    1. กลุ่มที่วางแผนจะออกแบบและดำเนินการสำรวจโพลล์
    2. กลุ่มที่ต้องการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากผลสำรวจที่สำนักโพลล์ต่างๆ นำเสนอ และ
    3. กลุ่มที่มักจะได้อ่านหรือได้ยินได้ฟังผลสำรวจโพลล์แล้วต้องการไตร่ตรองอย่างเอาจริงเอาจัง

ระเบียบวิธีที่สำคัญในการทำโพลล์

เมื่อกล่าวถึงการทำโพลล์ ประชาชนจำนวนมากเข้าใจว่าเป็นเพียงการออกแบบสอบถามและไปถามประชาชน ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมาก

การทำโพลล์เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีจำเป็นต้องยึดระเบียบวิธีการทำโพลล์ที่เคร่งครัด

ระเบียบวิธีการทำโพลล์นี้คืออะไร

ระเบียบวิธีการทำโพลล์คือหัวใจสำคัญในกระบวนการผลิตผลสำรวจโดยผ่านขั้นตอนต่างๆ ได้แก่ การกำหนดประชากรเป้าหมาย ขนาดตัวอย่าง เทคนิคการสุ่มตัวอย่าง การสร้างเครื่องมือวัด การเก็บรวบรวมข้อมูล กรรมวิธีทางข้อมูลอันประกอบด้วย การตรวจสอบ การลงรหัส การป้อนข้อมูล การประมวลผล และการเลือกใช้สถิติที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม นักทำโพลล์ต้องระลึกอยู่เสมอว่า ทุกขั้นตอนในการทำโพลล์ต้องสอดคล้องต่อกันทั้งหมดใน โครงสร้างของการทำโพลล์ (The Structure of Poll Conducting) แต่ละโครงการ

 

โครงสร้างของการทำโพลล์ (The Structure of Poll Conducting) มีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วนด้วยกันคือ

ส่วนที่ 1 ได้แก่ การจัดเตรียม วางแผน และกำหนดกรอบการทำงาน ซึ่งประกอบไปด้วย

- การมองสถานการณ์ สภาพปัญหา หรือปรากฎการณ์ทางสังคม

- กำหนดหัวข้อเรื่อง

- ระบุที่มาและความสำคัญของโครงการ

- วัตถุประสงค์ของการทำสำรวจ

- ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

- ขอบเขตของการสำรวจ

ส่วนที่ 2 ได้แก่ ระเบียบวิธีการทำโพลล์ ประกอบไปด้วย

ส่วนที่ 3 ได้แก่ ส่วนของผลสำรวจ ประกอบไปด้วย

- การวิเคราะห์และเขียนผลสรุปการสำรวจ

- การอภิปรายผล (ถ้ามี)

- ข้อมูลทั่วไปของนักทำโพลล์

 

ณ วันนี้สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กำลังก้าวย่างสู่ปีที่ 10 ในการทำโพลล์ให้กับสังคมไทย สำหรับความเป็นมาของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์นั้น ก่อกำเนิดขึ้นโดยการอนุมัติของภราดา ดร.ประทีป ม. โกมลมาศ อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยการนำเสนอของศาสตราจารย์ ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานสถาบันเอแบค-เคเอสซีอินเตอร์เนต ในขณะที่มีผู้อำนวยการสำนักวิจัย รองผู้อำนวยการสำนักฯ นักวิจัย นักสถิติ ผู้ช่วยนักวิจัย และพนักงานเก็บรวบรวมข้อมูลกว่า 500 คนทั่วประเทศ

สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ หรือชื่อเต็มว่า สำนักวิจัยเอแบค-เคเอสซีอินเตอร์เนตโพลล์ มีภารกิจหลัก 2 ประการคือ 1) การทำโพลล์ และ 2) การวิจัยและพัฒนาการทำโพลล์

สำนักวิจัยเอแบคโพลล์มีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การพัฒนาให้สำนักวิจัยแห่งนี้เป็นองค์กรที่รองรับการป้องกัน แก้ไขปัญหา พัฒนาและรักษาคุณภาพที่ดีของสังคม

แต่ในปัจจุบันสำนักวิจัยฯ มุ่งเน้นไปที่การทำโพลล์อย่างมีคุณภาพสูงสุด โดยอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่

เพื่อให้ได้ความเป็นจริง ความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ ความแม่นยำและเที่ยงตรง

การทำโพลล์และทีมงานนักทำโพลล์ของสำนักวิจัยฯ ได้ถูกแบ่งออกเป็นแผนกต่างๆ ดังนี้

1) แผนกการศึกษาการเมือง ทำโพลล์เกี่ยวกับ ปัญหาการปฏิรูปการเมือง พฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมือง ศึกษาการเลือกตั้งระดับต่างๆ และโครงการเฝ้าระวังคุณภาพการเมืองไทย

2) แผนกการศึกษาปัญหาสังคม ทำโพลล์เกี่ยวกับ ปัญหายาเสพย์ติด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาคอร์รัปชั่น ปัญหาเด็กและสตรี ปัญหาคนชราและผู้เกษียณอายุ ปัญหาผู้ด้อยโอกาสในสังคม และโครงการเฝ้าระวังรักษาคุณภาพของเยาวชนไทย เป็นต้น

3) แผนกการศึกษาเศรษฐกิจ ธุรกิจและการตลาด ทำโพลล์เกี่ยวกับ พฤติกรรมการจับจ่าย ใช้สอยของผู้บริโภค โครงการสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจ ปัญหาการลงทุน การทำการตลาด และโครงการเศรษฐกิจครัวเรือน เป็นต้น

4) แผนกการศึกษาทำโพลล์ ด้านการบันเทิง และการกีฬา เช่น โครงการจัดอันดับความนิยมดารา นักร้อง นักกีฬา เพลงยอดนิยม กีฬายอดนิยม รายการวิทยุ และรายการโทรทัศน์ เป็นต้น

5) แผนกการวิจัยและพัฒนาการทำโพลล์ โดยมีทีมนักสถิติ-นักวิจัยควรตรวจสอบควบคุมคุณภาพของการทำโพลล์อยู่ในทุกโครงการ นั่นหมายความว่า

ในขณะที่มีการทำโพลล์ของนักทำโพลล์ไปในแต่ละโครงการ ในอีกด้านหนึ่งทีมงานนักสถิติ-นักวิจัยก็ทำการตรวจสอบ วิจัยและพัฒนาการทำโพลล์ของสำนักวิจัยฯ ควบคู่ไปด้วย

อนึ่ง การที่สำนักวิจัยฯ มีชื่อเต็มว่าสำนักวิจัยเอแบค-เคเอสซีอินเตอร์เนตโพลล์นั้น ก็เพราะคณะ ผู้วิจัยเล็งเห็นว่าในอนาคตการทำวิจัยหรือการทำโพลล์โดยอาศัยอินเตอร์เนตเป็นเครื่องมือ จะสามารถทำให้ประหยัดทรัพยากรเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามขณะนี้สำนักวิจัยฯ กำลังทำการวิจัยประสิทธิภาพของการทำอินเตอร์เนตโพลล์อยู่

 

ประเด็นคำถามสำคัญที่มักถูกถามจากสังคม มีดังนี้

  1. ขอให้หยุดทำโพลล์ ได้หรือไม่ เพราะเป็นการชี้นำและไม่เป็นกลาง
  2. คำตอบคือ การทำโพลล์เป็นการสอบถามความเห็นของประชาชน และค้นหาแบบแผนทาง ความคิด ทัศนคติ ความเชื่อและพฤติกรรมของประชาชนในเรื่องต่างๆ ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศอย่างในสหรัฐอเมริกา มีการทำโพลล์กันในทุกวันและอาจกล่าวได้ว่าทุกเวลาในชีวิตประจำวันของชาวอเมริกันเลย ประเทศญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศใน ยุโรป เช่นอังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาลี และยิ่งถ้าเป็นโพลล์การเมือง ยิ่งควรทำเพราะว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างต่อเนื่องไม่ใช่หยุดเพียงแค่การเลือกตั้งเสร็จแล้วเท่านั้น

    ส่วนเรื่องการชี้นำและความไม่เป็นกลางนั้น เกิดขึ้นได้ในทุกโพลล์ ดังนั้นเพื่อลดปัญหา

    ความไม่เป็นกลางและการชี้นำ เราจำเป็นต้องใช้หลักระเบียบวิธีการทำโพลล์ที่เป็นสากลมาใช้ โดยขอให้เคร่งครัดมากกับหลักระเบียบวิธีการทำโพลล์ การเคร่งครัดต่อทฤษฎี หลักการและระเบียบวิธีการทำโพลล์เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยลดทอนความไม่เป็นกลางและการชี้นำให้เกิดประโยชน์ต่อการเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้

  3. ทำโพลล์อย่างไรให้น่าเชื่อถือ

ขอสรุปว่าการทำโพลล์ให้น่าเชื่อถือนั้นขึ้นอยู่กับ

  1. คุณภาพของนักทำโพลล์ควรมีความเชี่ยวชาญและผ่านการเรียนรู้หลักสูตรการทำโพลล์มาโดยตรง
  2. ระเบียบวิธีการทำโพลล์ที่ใช้ นั่นหมายถึง การสุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนคนทั่วๆ ไปได้ ขนาดตัวอย่างที่เหมาะสม และแบบสอบถามที่เชื่อถือได้ว่าให้ข้อมูลที่มีคุณภาพไม่เอนเอียง หรือชี้นำให้เกิดประโยชน์ต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
  3. งบประมาณสนับสนุนโครงการนั้นๆ ต้องไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองใดๆ

  1. การสุ่มตัวอย่างที่ดีทำอย่างไร เพื่อให้ได้ตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศจากการถามกลุ่มตัวอย่าง

การสุ่มตัวอย่างมี 2 แบบ คือ Probability Sampling และ Non-probability sampling การสุ่มตัวอย่างที่ดีให้เป็นตัวแทนได้ต้องเป็นการสุ่มแบบ Probability Sampling เพราะให้โอกาสของประชาชนในการถูกเลือกเท่าๆ กัน ดังนั้นการเปิดสายโทรศัพท์ให้โทรมาโหวตลงคะแนนทางรายการโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ และทางอินเตอร์เนตจึงไม่ถือว่าเป็นตัวแทนที่ดีเพราะการทำเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการสุ่มตัวอย่าง แต่เป็นการเสนอตัวของผู้ตอบแบบสอบถามเข้ามา ทำให้ความเป็นไปได้ทางสถิติในการถูกเลือกของคนอื่นๆ ถูกลดทอนไปโดยอคติ ดังนั้นผลสำรวจก็เป็นเพียงแค่เสียงของคนจำนวน 500 หรือ 1000 หนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ตัวแทนของคนอื่นๆ ทั้งหมดได้ ซึ่งต่างจากการสุ่มตัวอย่างที่ดีที่คำนึงถึงความเป็นไปได้ทางสถิติในการเป็นตัวแทนประชากรเป้าหมายได้

ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มขนาดตัวอย่างเป็นหมื่น เป็นแสน ถ้าหากไม่ได้ใช้การสุ่มตัวอย่างที่ดี กล่าวคือไม่ได้ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบคำนึงถึงความเป็นไปได้ทางสถิติที่จะเป็นตัวแทนประชากร (probability sampling) แล้ว ผลสำรวจที่ได้ก็เป็นเพียงแค่ความเห็นหรือพฤติกรรมของคนหมื่นคนหรือแสนคนกลุ่มนั้นๆ เท่านั้น ไม่สามารถเป็นตัวแทนประชากรทั้งหมดได้ ถ้านักทำโพลล์ยืนยันว่าเป็นตัวแทนได้ก็เป็นเพียงแค่การเดา (guesstimate) เท่านั้นไม่ใช่การประมาณการ (estimate) แต่อย่างใด

4) นักทำโพลล์มีข้อเสนอแนะให้ประชาชนระมัดระวังอะไรบ้างเวลาอ่านผลโพลล์

ตามที่ระบุไปแล้วข้างต้นว่า ประชาชนควรเป็นตัวของตัวเองมากๆ อ่านผลโพลล์แล้วอย่างเชื่อตาม แต่ไม่ควรปฏิเสธ ประชาชนควรรับฟังในฐานะเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนหนึ่ง เอาไว้ใช้ประกอบกับความเป็นจริงจากแหล่งอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ เป็นสิ่งที่ดีที่ประชาชนมีข้อสงสัย หรือข้อคำถามมากมายเวลาอ่านผลโพลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโพลล์การเมือง สิ่งที่ควรสงสัยและมีคำถามเกิดขึ้นในใจของประชาชน คือ

    1. ใครให้งบประมาณสนับสนุนโครงการนั้นๆ
    2. การสุ่มตัวอย่างทำอย่างไร นักทำโพลล์ต้องชี้แจงได้
    3. ออกแบบสอบถามอย่างไร มีการทดสอบความน่าเชื่อถือของแบบสอบถามก่อนหรือไม่ การตั้งคำถามและการลำดับข้อคำถามเหมาะสมหรือไม่ เพราะอาจตั้งคำถามเบี่ยงเบนชี้นำคนตอบได้ หรือลำดับข้อคำถามทำให้ผู้ตอบคล้อยตามไปได้
    4. ใช้วิธีอะไรเก็บข้อมูล ใช้การสัมภาษณ์ตัวต่อตัว หรือการส่งทางไปรษณีย์ หรือการใช้โทรศัพท์
    5. เก็บช่วงเวลาใด เพราะช่วงเวลาแตกต่างกันอาจส่งผลต่อทัศนคติ พฤติกรรมและความเห็นของประชาชนได้
    6. การวิเคราะห์และสรุปผล ทำกันอย่างไร เพราะการสรุปผลบางโครงการมีปัญหามาก เนื่องจากนักทำโพลล์บางคนใช้ความคิดเห็นส่วนตัววิพากษ์วิจารณ์เกินเลยผลสำรวจที่ค้นพบ

กล่าวโดยสรุปเวลาประชาชนอ่านผลสำรวจโพลล์ต่างๆ ไม่ว่าสถาบันผู้ทำโพลล์นั้นจะมีความน่าเชื่อถือทางสถิติมากเพียงไร ประชาชนก็ไม่ควรเชื่อ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แต่ให้รับฟังไว้ประกอบกับความเป็นจริงจากแหล่งอื่นๆ ด้วย ประชาชนควรมีความเป็นตัวของตัวเองและใช้วิจารณญาณของตัวเองให้มากๆ ในการอ่านผลสำรวจโพลล์ของสถาบันต่างๆ